หลวงปู่ทองดำ อินทฺวํโส อายุ ๗๘ ปี ๕๕ พรรษา
เจ้าอาวาสวัดถ้ำตะเพียนทอง ต.ห้วยขุนราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี
พระเมตตาอาคมขลังแห่งทุ่งทานตะวัน
ศิษย์เอกหลวงพ่อมุม วัดปราสาทเยอร์เหนือ จ.ศรีสะเกษ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ
หลวงปู่ทองดำ อินทวํโส พระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังแห่งทุ่งทานตะวันงาม ในเวลานี้ อดีตท่านเคยถูกทางราชการขอร้องให้งดการลงหมึกสักยันต์ ด้วยบรรดาชาวบ้านมากมายหลายสิบคนที่มาลงหมึกสักยันต์จากท่านไปนั้นล้วนแต่เป็นเสือร้ายมีชื่อเสียงทั้งนั้น โดยท่านไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นคนร้ายมีหมายจับของทางราชการ นับจากนั้นมาจนถึงปัจจุบันท่านทิ้งเข็มวางมือ ขนาดใครไปอ้อนวอนขอร้องให้ท่านสักยันต์ให้จะเป็นใครมียศตำแหน่งขนาดไหนท่านก็ไม่ยอม ด้วยท่านถือสัจจะกับครูบาอาจารย์ หลวงปู่บอกว่าการทำความดี มีเมตตาเผื่อแผ่ต่อผู้คนทั่วๆ ไปจะส่งผลดีให้กับผู้ปฏิบัติทุก ๆ คน
วัดถ้ำตะเพียนทอง แต่เดิมนั้นบริเวณนี้เต็มไปด้วยป่าไม้มากมาย เมื่อเริ่มสร้างวัดนั้นก็มีบ้านเรือนผู้คนในตำบลนี้ไม่กี่สิบหลังคาเรือนเท่านั้นเอง หลวงพ่อท่านมาอยู่เมื่อปี พ.ศ.2512 ด้วยมีเครือญาติของนางพิสมัย แซ่บาง เห็นวัตรปฏิบัติของท่านเมื่อครั้งที่ยังอยู่บริเวณหน้าถ้ำพระนารายณ์เขาวง จ.ลพบุรี ชักชวนให้มาอยู่ เขาก็บอกว่าให้ไปอยู่เถอะที่นั่นสงบมากเหมาะแก่การเจริญภาวนากรรมฐานอย่างยิ่ง เมื่อท่านเดินทางไปอยู่ ขณะชาวบ้านและเครือญาติของนางพิสมัย ก็ปลูกที่พักให้หลัง หนึ่งเล็ก ๆ ที่หน้าถ้ำตะเพียนทอง ซึ่งแต่ก่อนนั้นชาวบ้านไม่รู้ว่ามีถ้ำ รู้แต่ว่ามีทรัพย์สมบัติอยู่และผีดุเอาการ เมื่อท่านมาอยู่แล้วในปี พ.ศ.2512 นั้นท่านก็ช่วย ๆ กับชาวบ้านถากถางต้นไม้และมีพระติดตามท่านมาอีกรูปหนึ่ง คืนหนึ่งท่านฝันไปว่าในบริเวณแห่งนี้มีทรัพย์สมบัติและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำ ขณะเวลาการเจริญภาวนาเดินจงกลมนั้นก็มีวิญญาณร้ายมารบกวนไม่เคยขาด ท่านบอกต่อวิญญาณนั้นว่ามาที่นี่เพื่อสร้างวัดไม่ได้มาเอาทรัพย์สมบัติแต่ประการใด ๆ นั่นแหละเขาจึงยอมละหนีไป ต่อมาท่านฝัน ว่ามีม้าขาวตัวโตพูดได้มาพบท่านบอกให้หลวงพ่อขึ้นนั่งบนหลังจะพาไปชมในบริเวณถ้ำทั้งหมดท่านก็ขึ้นหลังมาตัวนั้นไป เขาพาท่านชมทุกสิ่งในถ้ำ ต่อมาท่านก็ปีนขึ้นไปบนเขาเหนือปลายถ้ำและปีนลงในถ้ำพบทุกสิ่งเหมือนอย่างในความฝันที่ม้าขาวพาท่านไปชม ตอนนั้นมีแต่มูลค้างคาวมากมาย ท่านเคยเข้าไปนั่งสมาธิกรรมฐานอยู่ในถ้ำเป็นเวลาหลายวัน ต่อมาท่านก็บอกให้ชาวบ้านรู้และช่วยกันเปิดปากถ้ำในเวลาต่อมา การเปิดปากถ้ำนั้นเปิดเมื่อปี พ.ศ.2516 หลังจากที่เปิดถ้ำแล้วมีพระที่รู้จักกันรูปหนึ่งมาอยู่ด้วย ท่านได้นิมิตจากสถานที่แห่งนี้ได้เลขไม่กี่งวดหาเงินช่วยสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นได้สองหลัง แล้วพระรูปนั้นก็เดินทางไปอยู่ที่วัดอื่น ปัจจุบันวัดนี้มีเนื้อที่เกือบ 30 ไร่ ซึ่งก็มีผู้ร่วมถวายที่ดินอีกหลายราย นับแต่เปิดถ้ำแล้วก็มีคนเดินทางมาท่องเที่ยวกันเสมอ ๆ ปัจจุบันทางคณะกรรมการวัดได้เดินไฟฟ้าให้แสงสว่างในถ้ำทั้งยังสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ในถ้ำด้วย และยังสร้างบ่อเก็บน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกด้วยตามที่เจ้าแม่ตะเพียนทองได้เข้าฝันบอกเอาไว้
ชาติภูมิ หลวงปู่ทองดำ อินทฺวํโส นามเดิมว่า ทองดำ นามสกุล ปุยอบ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2477 ที่บ้านปรางค์กู่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ คุณพ่อของท่านชื่อ ศิลา แม่ชื่อ นวล นามสกุล ปุยอบ มีพี่น้องด้วยกัน 4 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน ท่านเป็นคนที่ 3 พ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพทำนา เมื่อเติบโตเข้าเรียนหนังสือที่วัดบ้านปราสาท เรียนจบชั้นประถมที่ 4 หลังจากนั้นก็ช่วยพ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพในการทำนา
อุปนิสัยของท่าน เมื่อเรียนจบช่วยทำนาทำไร่ เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย หาปลาในช่วงฤดูฝน ช่วงหน้าแล้งบางคราวก็ไปหารับจ้างทำงานยังต่างถิ่น สมัยนั้นกันดารมาก ท่านช่วยเหลือครอบครัวทุกอย่าง เรื่องที่จะไปเที่ยวเตร่เหมือนคนอื่น ๆ นั้นก็ไม่เคย บางคราวที่จะไปเที่ยวตอนนั้นก็งานบุญประเพณีที่วัดสำคัญ ๆ เท่านั้นจนท่านมีอายุได้ 22 ปีจึงทำการอุปสมบทที่วัดสมอ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ พระอุปัชฌาย์ พระครูวิรุฬธรรมกิจ พระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระอาจารย์เง้า พระอนุสาวนาจารย์ ท่านพระอาจารย์โพธิ์ บวชเป็นพระแล้วก็ต้องท่องบ่นสวดมนต์ให้คล่อง สมัยนั้นก่อนบวชต้องสวดมนต์บทต่าง ๆ ได้จนคล่องไม่เหมือนกับสมัยนี้ท่องขานนาคยังต้องคอยสอนกันด้วยซ้ำไป ศึกษาธรรมะ เรียนนักธรรมจนสอบได้นักธรรมตรี โท แล้วก็หันไปศึกษาทางด้านพระเวทกับ หลวงพ่อมุม อินทปัญโญ วัดปราสาทเยอร์เหนือ แต่แรกนั้นท่านก็ไม่ค่อยจะสอนวิชาให้เท่าใดนัก เพราะต้องการดูอุปนิสัยศิษย์ว่าจะเป็นอย่างไร ตอนไปอยู่กับท่านก็ช่วยงานท่านทุกอย่าง ตอนหลังท่านก็เมตตาสอนให้ ศึกษาปฏิบัติอยู่กับท่านเป็นเวลาแรมปี ต่อมาท่านก็กลับไปอยู่ที่วัดเดิมแล้วก็ได้เรียนวิชากับ พระอาจารย์ทองสุข วัดบ้านเพชร ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่แก่กล้าพระเวทอย่างมาก ทั้งยังเป็นพระอาจารย์สักยันต์ที่เลื่องลือยิ่งรูปหนึ่ง ตอนหลังท่านลาสิกขาด้วยมีโรคประจำตัวไม่สะดวกในการดูแลพยาบาล แต่กระนั้นท่านก็ยังช่วยเหลือดูแลชาวบ้านที่มีความทุกข์ร้อนไม่ขาด ท่านพระอาจารย์ทองสุขได้มอบตำราไว้ให้ และยังสอนด้านการนั่งปฏิบัติภาวนากรรมฐานอีกด้วย จริง ๆ แล้วก็เรียนมากกับหลวงพ่อมุมเหมือนกัน สิ่งใดที่ท่านพระอาจารย์ถือว่าเป็นความรู้ก็จะรับและปฏิบัติ
เป็นเจ้าอาวาสวัดปราสาทจันโง วัดนี้แต่เดิมนั้นแทบร้างขาดการดูแลเอาใจใส่จากพระสงฆ์และชาวบ้านก็ไม่ช่วยเหลืออาจเป็นด้วยการเงินชาวบ้านไม่ค่อยดีเพราะสมัยนั้นชาวบ้านมีรายได้น้อย หลวงพ่อมุมให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสช่วยเหลือในการก่อสร้างท่านก็เดินทางไปช่วยเหลือก่อนสร้างเสนาสนะต่าง ๆ เป็นเวลาถึง 15 ปี เป็นเจ้าอาวาสปกครองอยู่เกือบ 12 ปี หลังจากสร้างวัดจนสำเร็จมั่นคงดีแล้ว ท่านก็เดินธุดงค์ไปทางอุบลฯ และได้ไปพบกับ พระอาจารย์โฮม เป็นพระอาจารย์ปฏิบัติรูปหนึ่งที่เก่งมาก ท่านฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อก็ไปเรียนวิชากับพระอาจารย์โฮมที่บนเขา ท่านสอนให้เดินจงกลม นั่งปฏิบัติภาวนาและสอนมนต์ต่าง ๆ ให้ เขาลูกนั้นอยู่ไกลบ้านเรือนผู้คนมากแต่เวลาท่านพาเดินบิณฑบาตเดี๋ยวเดียวก็ถึง เวลาท่านพระอาจารย์ข้ามไปฝั่งลาว บริเวณตรงที่ท่านข้ามนั้นบ้านเรือนผู้คนไม่มีเลย พอเวลาท่านข้ามนั้นมีคนมาจอดเรือรับไปส่งและรับข้ามกลับมา แต่พอเวลาท่านไปหาดูหมู่บ้านแถวนั้นก็ไม่มี สอบถามท่านพระอาจารย์ท่านบอกว่าให้ปฏิบัติไปเถอะแล้วสักวันก็จะรู้เอง อยู่กับท่านพรรษาหนึ่งเรียนวิชาจบแล้วก่อนลากลับท่านมอบตำรา พระธรรมเก้าโกฏ ให้มาด้วย ตำรานี้มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ท่านได้นำมาอ่านท่องจนจำขึ้นใจได้ทุกหน้า
เดินธุดงค์แถบอีสานหลายจังหวัด หลังจากท่านได้ลาจากพระอาจารย์โฮมผู้เป็นอาจารย์แล้ว ได้เดินธุดงค์จากจังหวัดอุบลฯ มาแถบอีสานผ่านหลายจังหวัด บางวันก็ไม่เคยได้ฉันอาหาร ยิ่งบางคราวหลายวันถึงได้ฉันอาหาร ด้วยการเดินทางไปไม่พบบ้านเรือนผู้คนเลยแม้แต่หลังเดียว ต่อมาพบพระสงฆ์ที่รู้จักกันชวนให้มาสระบุรี ลพบุรี ตอนนั้นเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนมากับกองคาราวานเกวียนของชาวบ้านที่ไปขายสินค้ายังโคราช เมื่อมาถึงโคราชแล้วก็ต้องตัดลัดทุ่งต่อไป ช่วงที่จะผ่านดงพญาเย็น แต่เดิมนั้นมีชื่อว่าดงพญาไฟ ใครไม่เก่งจริงผ่านที่แห่งนี้ไม่ได้ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย ทั้งเสือร้ายก็ชุกชุมคอยดักจี้ปล้นเอาทรัพย์ ผีสางนางไม้ก็ดุร้าย ทั้งไข้ป่าก็ชุกชุมด้วยเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ที่ราบลุ่มและภูเขาใหญ่น้อย ท่านและเพื่อนก็สามารถผ่านไปถึงสระบุรี ลพบุรีได้แล้วก็แยกย้ายไปคนละทาง
ท่านมาปักกลดอยู่ที่หน้าถ้ำพระนารายณ์เขาวง แต่แรกก็ไม่มีชาวบ้านให้ความสนใจ ท่านก็ปฏิบัติภาวนาของท่านตามปกติ อยู่มาวันหนึ่งมีชาวบ้านสามสี่คนมาหาเอาอาหารมาถวายและมีคนหนึ่งค่อนข้างจะยากจนมากมาต้มน้ำให้ท่านบ้างทำโน่นให้ท่านบ้าง ท่านก็มีแต่อาหารที่เหลือให้เขาก็บอกตรง ๆ ว่าไม่มีข้าวจะกินทำงานรับจ้าง คราวก็ถูกคนรังแก ต่อมาท่านก็ลงกระหม่อมให้และให้ตะกรุดโทนไปดอกหนึ่ง อีกหลายวันต่อมามีชาวบ้านมาหาท่านกันหลายคน เขามาขอตะกรุดท่าน มาขอของดีจากท่าน แต่แรกก็ไม่รู้ว่าที่เขามาขอนั้นด้วยมีประสบการณ์อะไรเพราะไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย หลังจากนั้นร่วมสิบวันคนที่เคยมาขอข้าวที่เหลือจากท่านกินมากราบท่านเขาบอกว่าถูกรุมทำร้าย แต่แรกเลยนั้นเขาไม่สู้แต่ด้วยจนตรอกจึงต้องสู้เขาคนเดียวฝ่ายตรงข้ามร่วมสิบคนเขาสู้ไม่ได้ถูกตีสลบ คนพาไปส่งโรงพยาบาลรักษาหลายวัน ในตัวเขามีตะกรุดที่หลวงพ่อให้ไว้นั่นเอง แต่นั้นมามีชาวบ้านมาหาท่านเสมอ ๆ
วันหนึ่งมีญาตินางพิสมัย ซึ่งเป็นลุงและพ่อของเขามาสนทนากับท่านและชวนให้ไปอยู่ที่วัดถ้ำตะเพียนทองปัจจุบันนี้ เขาเล่าให้ฟังว่าอยากจะให้หลวงพ่อไปอยู่ที่นั่น สงบเงียบเหมือนที่นี่แหละ ท่านจะไปไหม ญาติของเขาอยู่นั่นกันหลายสิบคนครอบครัวทำไร่ทำนากัน ถ้าไปก็จะถวายที่ดินให้สร้างวัด ท่านตัดสินใจอยู่หลายวัน วันสุดท้ายชาวบ้านที่ชักชวนก็ไปหาอีกคราวนี้ท่านตอบตกลง และก็มาอยู่มาสร้างวัดนี้จนถึงปัจจุบัน เมื่อมาอยู่ตอนระยะแรก ๆ นั้นก็มีคนมาหาน้อย ท่านบอกว่าสงบเงียบมาก คืนไหนเดือนหงายก็มีชาวบ้านใกล้ ๆ มาสนทนาด้วย มองไปก็เห็นแต่แสงจันทร์ส่องสว่างท้องฟ้า อากาศปลอดโปร่งดีเหลือเกิน เมื่อสร้างสิ่งก่อสร้างได้ระยะหนึ่งมีชาวบ้านมาขอของดีกับท่าน หลวงพ่อก็มีแต่ตะกรุดโทนทำให้ไป ต่อมาก็ลงหมึกสักยันต์ให้ชาวบ้าน ผู้คนดั้นด้นกันมาจากที่ไกล ๆ ในนั้นท่านก็ไม่รู้ว่ามีเสือร้ายมีหมายจับของทางราชการหลายคน ตอนหลังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีในสมัยนั้น นายเชาว์วัด สุดลาภา นำเฮลิคอปเตอร์พร้อมด้วยทหารหลายคนมาพบท่านเล่าเรื่องให้ฟังและขอร้องให้งดการลงหมึกสักยันต์ เพราะหลายคนเป็นโจรปล้นฆ่าชาวบ้านมากมายยากแก่การปราบ ท่านทำพิธีล้างอาถรรพณ์ให้ ต่อมาท่านผู้ว่าก็สามารถนำกำลังปราบโจรดัง ๆ ในลพบุรี จนสงบ ใครไม่เลิกก็หายตายไปเลย ต่อมาท่านก็สร้างเสื้อยันต์ ผ้ายันต์แจกให้ทหารไปรบตามชายแดน ช่วงนั้น ผกค.ยังมีเยอะ เมื่อเสร็จภารกิจพวกทหารก็มากราบท่านถึงวัด บางกลุ่มเดินทางมาถึงเวลากลางคืน บางกลุ่มมากันพร้อมอาวุธ พวกเขาบอกว่ารอดพ้นปลอดภัยจากฝ่ายตรงข้ามด้วยเสื้อยันต์ของหลวงพ่อ ต่อมาท่านก็ทำตะกรุดโทนแจกให้ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนอีก
ช่วงที่เปิดถ้ำไม่นานท่านก็สร้างพระเครื่องขึ้นแล้วก็หยุดไประยะหนึ่งหลังจากปี พ.ศ.2520-2524 ช่วงนั้นท่านรับนิมนต์ร่วมพิธีปลุกเสกพระเครื่องในกรุงเทพฯหลายสิบครั้งด้วยกัน มีพระอาจารย์ดัง ๆ หลายสิบรูป มี หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนูฯลฯ หลังจากนั้นท่านก็เงียบหายไปนานจนถึงต้นปี พ.ศ.2545 ท่านจึงจัดสร้างเครื่องรางของขลังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหารายได้มาก่อสร้างโบสถ์ สร้างกุฏิสงฆ์ สร้างเสนาสนะต่าง ๆ อุโบสถ์ ทุกอย่างก็สำเร็จลุล่วงไปแล้วอย่างรวดเร็ว กุฏิสงฆ์ของท่านที่คณะศิษย์ชาวไทยและต่างประเทศร่วมกันถวายเงินก่อสร้างจนสำเร็จแล้วในเวลานี้
ในระยะเวลาที่เงียบหายไปนั้นท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ ทั้งภาคกลาง อีสาน จนไปถึงลำปาง ท่านก็พบชาวบ้านคนหนึ่งชวนท่านไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ ท่านก็ไปรถกับชายคนนั้น เขาไปส่งท่าน ขากลับท่านก็พบชาวบ้านชวนท่านขึ้นรถมาถึงพิษณุโลก แล้วท่านก็เดินทางของท่านล่องมาทางใต้ ไปเรียนทางวิปัสสนาที่สำนักวิเวกอาศรมที่ อ.เมือง จ.ชลบุรี จนสำเร็จญาณสมาบัติ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ช่วงนั้นท่านเดินธุดงค์ไปพบเห็นมีพระสงฆ์ไปฝึกปฏิบัติกันเยอะ มีพระที่สนิทกับท่านสองรูปที่ปฏิบัติสำเร็จตามที่ครูบาอาจารย์สอนและท่านก็อยู่ช่วยสอนพระรุ่นต่อ ๆ มาระยะหนึ่ง แล้วก็เดินธุดงค์ต่อไป
การสร้างพระเครื่องเนื้อผงของท่านนั้นหลวงพ่อต้องเขียนผงนะต่าง ยันต์ต่าง ๆ ตามที่เล่าเรียนมาแล้วถึงเอาผสมทำพระเครื่องขึ้น จึงบังเกิดฤทธิ์ความศักดิ์สิทธิ์ด้านต่าง ๆ ดังปรากฏต่อผู้นับถือติดตัวอยู่เสมอ ๆ ต่อมาคณะศิษย์ขอร้องให้ท่านสร้างพระปิดตา ท่านก็จัดสร้างขึ้นอีกตามความต้องการและนำรายได้มาใช้ในการก่อสร้างวัด พระปิดตาที่ท่านสร้างตามแบบพระอาจารย์ของท่านอีกท่านหนึ่งคือ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ท่านเคยเรียนวิชากับท่านช่วงที่ร่วมปลุกเสกพระเครื่องในกรุงเทพฯ ตอนนั้นท่านเห็นหลวงพ่อละมูล วัดเสด็จไปหาหลวงปู่โต๊ะ และรู้จากพระอาจารย์ของท่านว่า หลวงปู่โต๊ะท่านเก่งน่าเลื่อมใสแก่กล้าสมาธิมาก ท่านจึงไปขอเรียนวิชาจากท่านมาบ้าง รวมทั้งการสร้างพระปิดตาด้วย หลวงปู่โต๊ะท่านให้วิชาไปหลายอย่าง
หลวงพ่อทองดำ อินทฺวํโส พระเถราจารย์แห่งทุ่งทานตะวัน พระเกจิหนึ่งเดียวองค์นี้ผู้สืบสายวิทยาคมและปฏิปทาแห่งพระเกจิขลังเมืองปราสาทหิน คือ หลวงพ่อมุม วัดปราสาทเยอร์เหนือ ผู้ทรงความเข้มขลังแห่งมนตรา กฤตยาคมของพระคัมภีร์ พระธรรมเก้าโกฏิ อันลึกล้ำ ความมหัศจรรย์และลี้ลับแห่งวัดถ้ำตะเพียนทอง พลานุภาพแห่งพญาไม้งิ้วดำอันน่าพิศวง
|